arrow&v
คุยกับ
TOMMY HANSON
จากลาส เวกัสสู่ ซีนดนตรีอิสระในกรุงเทพ
ร่วมงานกับศิลปินในไทยมากมาย

ภาพถ่าย โดย ศุภกร บัวยังตูม

Mainland SEA Talk

5 กรกฎาคม 2019

เขียนและเรียบเรียง โดย ธนาธย์ รสานนท์

  • Facebook
  • Twitter

เรามาถึง Brownstone Studio ในวันอาทิตย์ช่วงเย็น เมื่อผมโทรหาทอมมี่ ผ่าน Facebook messenger ทอมมี่ตอบอย่างชัดเจนในภาษาไทยว่าเดี๋ยวลงมาเจอเราด้านล่าง ด้วยสำเนียงการออกเสียงภาษาไทยในโทนอเมริกันนิดๆซึ่งผมคุ้นหูดีเวลาที่ได้ยินคนอเมริกันพูดภาษาไทย ทอมมี่ลงมาถึงข้างล่างด้วยรอยยิ้มต้อนรับอบอุ่นแล้วพาผมและช่างภาพขึ้นไปที่ห้องของเขาบนชั้นสองของ Brownstone แล้วก็ได้พบตัวเองถูกห้อมล้อมไปด้วยลำโพง สายเคเบิ้ล มิกเซอร์บอร์ดวินเทจ แผ่นเสียง ฮาร์ดแวร์ ซินธิไซเซอร์ เอฟเฟค เครื่องดนตรีพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ รวมถึงอุปกรณ์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีอื่นๆอีก เป็นที่แน่ชัดว่าทอมมี่มีความชื่นชอบอย่างมากในการเดินทางไปในโลกแห่งดนตรีและเสียง

 

ทอมมี่ชวนเราไปที่ห้องนอนของเขาที่ซึ่งเจ้า Eurorack modular synthesizer รอเราอยู่ ทอมมี่ได้แนะนำและสร้างความคุ้นเคยระหว่าง Eurorack และวิธีเล่นมันในเชิงสร้างสรรค์ เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ พลวัตรหรือเฟม มือซินธิไซเซอร์และมือเปียโนแจ๊สมาที่ห้องของทอมมี่และเราก็แฮงเอาท์กัน เรานั่งพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายก่อนจะจับแท๊กซี่ไปที่ Studio Lam เพื่อไปดูโชว์ของพวกเขากับศิลปินที่น่าสนใจอีกสองคนคือ แบงค์ (มือกีตาร์) และ Micheal Honeycomb (ไมเคิ่ล) (VJ)

 

ทอมมี่อยู่ที่กรุงเทพประเทศไทยมาประมาณ 7 ปีแล้ว และมีประสบการณ์กับซีนดนตรีอิสระในไทยมายาวนาน เช่นทำดนตรีและออกทัวร์ในฐานะคนทำเสียง Dub ให้กับวงเรกเก้ชื่อดังในไทยอย่างวง Sriracha Rocker (ศรีราชา ร๊อคเกอร์) และ The Sticky Rice (วงเดอะสติ๊กกี้ ไรส์) นอกจากนั้นทอมมี่ ยังแสดงกับวง Yaan (ญาณ) วงเวิล มิวสิค ซุปเปอร์แบนด์จากกรุงเทพ โปรเจคเก่าชื่อ Para Sabda ของทอมมี่ก็น่าสนใจด้วยเสียง soundscape ambient จากกีตาร์ที่พาคนฟังไปสู่ห้วงภวังค์บางอย่าง

 

นอกจากนั้นทอมมี่ยังจัดโชว์ในซีรี่ย์ที่มีชื่อว่า Healing Sunday ที่ Studio Lam และจัดงานที่พาผู้คนเดินทางไปในสรรพเสียงซึ่งโฟกัสไปที่การแสดงด้นสดและเต็มไปด้วยนักเวทมนต์ทางเสียงหลากหลายคน

ช่วงนี้ทอมมี่เดินทางไปแสดงสดหลายที่มากในประเทศไทยทั้งกับวงตัวเองและงานเดี่ยว อีกท้ังยังร่วมงานกับศิลปินมากมายใน Healing Sunday ที่ Studio Lam งานล่าสุดที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง?​

Healing Sunday เป็นอีเว้นท์ของทาง Studio Lam ซึ่งทางนั้นติดต่อให้เราเป็นคิวเรเตอร์ของหนึ่งวันอาทิตย์ในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ที่มาจากการร่วมงานกับวงญาณซึ่งเล่นที่ Studio Lam เป็นประจำมาเป็นปีๆ ด้วยเหตุที่ว่าเรามีเพื่อนนักดนตรีเยอะ และติดต่อกับนักดนตรีที่แวะมาไทย ก็เลยใช้มันในการเป็นสถานที่แสดงสดให้กับเพื่อนของเราและการร่วมงานกันกับเพื่อนเรา ดีเลยล่ะ เราชอบเล่นที่ Studio Lam เขาทำงานให้กับดนตรีที่น่าสนใจและสร้างสภาพแวดล้อมให้กับคนที่ชอบอะไรคล้ายๆกันให้มาร่วมสนุกด้วยกัน

งานครั้งล่าสุดนั้นเราชอบนะ ได้รับการติดต่อโดย Ayankoko จากค่าย Chinabot และเขาก็ได้สร้างเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ในค่ำคืนนั้น เราได้มีช่วงเวลาที่ดีในการร่วมแสดงสดกับเขา เราได้ค้นพบว่าเรามีความชอบทางเสียงที่คล้ายกันแต่ว่าใช้วิธีที่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในวิธีการ มันน่าสนใจมากและถือว่าดีเลยในการทำงานร่วมกัน ในงานก่อนหน้านั้นก็ได้แสดงสดร่วมกับเพื่อชาวญี่ปุ่นชื่อ Yuki และ Tetsuya Kaneko ซึ่งแสดกับเครื่องดนตรีอิเดียและศิลปินในพื้นที่อย่าง จูน วง Stylish Nonsense ในอนาคตอันใกล้เรากำลังคุยกับ Keith Hillebrandt และศิลปินเสียงที่น่าสนใจทั้งที่อาศัยอยู่ที่นี่และที่แวะมาเพื่อร่วมงาน สำหรับงานประจำอาทิตย์นี้จะมีมือเปียโนแจ๊สและมือซินธ์คนไทยอย่าง พลวัต หิรัญวัชรพฤกษ์ (เฟม) และมือกีตาร์ Chainad Bavorntreerapak (แบงค์) แบงค์กับเราแสดงร่วมกับเราในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนที่บาร์สไตล์มินิม่อลชื่อว่า KU Bar (ขู บาร์) มันคือโปรเจค ambient ที่เราทำด้วยกันมากว่า 2 ปีแล้ว แบงค์เล่นกีตาร์กึ่งด้นสดส่วนเราจะเอาเสียงของแบงค์มาผ่านพวกเครื่องอิเล้กโทรนิก เอฟเฟคต่างๆ เพื่อสร้างจังหวะและเลเยอร์เสียงใหม่ๆขึ้นมา

ถึงเราจะแสดงสดกับวงทั้งสามวงเป็นประจำ แต่จริงๆแล้วเราทำดนตรีผ่านการด้นสดและทดลอง สำหรับโปรเจคประจำวันอาทิตย์คือโอกาสของเราในการค้นหาความพึงพอใจในการมีอิสระในแบบนักดนตรี คล้ายๆกับเป็นการทำสมาธิไปด้วย

ภาพถ่าย โดย ศุภกร บัวยังตูม

มีวิธีจัดการเวลายังไง? ทอมมี่ยังสอนอยู่ที่โรงเรียนใช่ไหม? มันส่งผลต่อกันยังไงบ้างระหว่างการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษกับการเป็นนักดนตรี?

 

เรายังสอนหนังสืออยู่ และเป็นไปได้ว่าเราจะยังเป็นครูต่อไปเรื่อยๆ เราชอบนะ การสอนนั้นเป็นเรื่องที่สวยงามและเรามีความสุขที่ได้ใช้เวลาช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ เราสอนภาษาซึ่งไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อดนตรีถึงเราจะเป็นศิลปินนั้นเราก็ไม่ได้สนใจแต่ดนตรีอย่างเดียว เราค้นพบว่าเราได้แบ่งปันความชื่นชอบของเราผ่านศิลปะทางภาษาเพราะว่าเราเรียนรู้และสอนหลายๆแนวคิดเช่น การเล่าเรื่อง การเรียบเรียง ภาษาศาสตร์ และวิวัฒนาการของความหมายโดยนัย รวมถึงอุปมาอุปไมยและการนำเสนอเชิงสัญลักษณ์  นี่เป็นแนวคิดที่สำคัญของศิลปะในหลายๆแขนง เราไม่คิดว่าการทำงานกับคำและเสียงมีกระบวนการที่แตกต่างกันมากนัก

 

แต่จริงๆแล้วการบริหารการใช้ชีวิตทั้งสองแบบนั้นก็ยากเอาการอยู่ เราทำงานจริงจัง เพราะถ้าไม่มีเงินแล้วเราก็อยู่ไม่ได้ และการชีวิตการเป็นนักดนตรีของเราก็ไม่ได้เงินมากนัก ทำให้โดยปกติแล้วเราจะไม่ดื่มเครื่องดื่มแอกอฮอลมากนัก ไม่ผัดวันประกันพรุ่งและตรงต่อเวลาตามที่วางแผนไว้ เราไม่ได้หลับมากพอเท่าไหร่นัก เพราะเราเป็นโรคนอนไม่หลับด้วยนิดๆ

 

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานศิลปะและการเข้าสังคมของเราก็นำพาความสุขมาให้เรา และเราก็ไม่ได้แคร์นักกับการใช้เวลาทั้งหมดไปกับมัน พูดได้ว่ามันเป็นการทุ่มเทให้กับมันมากกว่าการจัดการเวลา

ดูทอมมี่จะอินกับ โมดูลาร์ ซินธิไซเซอร์มาก ช่วยบอกอะไรเกี่ยวกับโมดูลาร์ ซินธ์ที่ทอมมี่มีอยู่ตอนนี้หน่อย?

เราเป็นแฟนตัวยงของ โมดูลาร์ซินธิไซเซอร์ด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน

หนึ่งเลยคือระบบที่เปิดกว้างและมีตัวเลือกที่เหนือชั้นกว่าซินธิไซเซอร์โดยทั่วไปมาก นี่เป็นเหตุผลที่เราเก็บเงินซื้อซินธิไซเซอร์ของ Moog และ Moogfooger ซีรี่ย์กึ่งโมดูลาร์ด้วย ซึ่ง Moog เริ่มจัดจำหน่ายตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งนั่นเป็นระบบโมดูลาร์แบบแรกและเสียงของมันงดงามจริงๆ

 

อย่างที่สองเลยคือฟังก์ชั่นการทำงานของโมดูลาร์ คุณสามารถสร้างเสียงที่ไม่เหมือนใคร การพับคื่น wave การจัด pitch กรพลิกกลับ wave รวมถึงการสังเคราะห์เสียงแบบ granular ล้วนเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม ยากที่จะหาได้จากซินธิไซเซอร์โดยทั่วไป

 

ส่วนอย่างที่สามคือเรามันจะมีปัญหากับพวกซอฟแวร์ เราชอบที่จะได้สัมผัสและรู้สึกไปกับมัน แม้ว่าเราจะชอบและทำงานกับซอฟแวร์อย่าง Max/Msp และ Pure Data เราแค่รู้สึกว่าการทำเพลงกับคอมพิวเตอร์มันไม่ใช่เรา เราไม่ค่อยสนุกกับดนตรีเท่าไหร่ในฐานะของการเป็นนักดนตรีเชิงด้นสด ด้วยความที่มีลูกบิด มีสายแจ๊ค โมดูลาร์นั้นเต็มไปด้วยการตอบสนองและความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบในการเชื่อมต่อ นั่นหมายความว่ามักจะมีอะไรให้ประหลาดใจอยู่เสมอ

ภาพถ่าย โดย ศุภกร บัวยังตูม

เมื่อไม่นานมานี้เราเล่น Eurorack โมดูลที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ การที่ระบบและบริษัท Eurorack Modular บูมขึ้นมาในเชิงพาณิชย์นั้นค่อนข้อนข้างอันตรายสำหรับเราเพราะว่ามันเริ่มไม่สนใจในมาตรฐานที่ดีในคุณภาพเสียงของตัวปรับแต่งต่างๆ และความเป็น DIY ที่มาพร้อมกับโมดูลาร์ซินธ์ ในอีกด้านหนึ่งก็ได้ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้นและทำให้สังคมนักสร้างเสียงมีขนาดใหญ่ขึ้นไปด้วย ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้เราสนใจไปด้วย มีเครื่องผลิตเสียงที่มีความสร้างสรรค์อย่างมากในสังคม Eurorack มันคือหนทางของดนตรีในอนาคตไม่ใช่แค่เครื่องดนตรีที่น่าสนใจแต่มันยังท้าทายนักแต่งเพลงและคนฟังไปด้วย เราเป็นแฟนตัวยงของบริษัท Siam Modular (สยามโมดูลาร์)  ผู้ผลิตโมดูลาร์ซินธ์ต้นทุนต่ำในเชียงใหม่ออกแบบให้เข้าถึงได้ในประเทศไทย โมดูลาร์ ซินธิไซเซอร์คือโอกาสของคนหัวใจ DIY และนักทดลอง และยังมีความเป็นไปได้มากมายในสังคม เราคิดถึงขนาดว่ามันมีผลในเชิงบวกกับอุตสาหกรรมดนตรีด้วยซ้ำ

 

ซินธ์ที่เรากำลังสร้างอยู่ตอนนี้นั้นเกี่ยวกับการสร้างรสชาติที่หลากหลายและความแปลกใหม่กับเสียงที่คุ้นเคยแน่นอนว่ารวมถึงจังหวะด้วย เราพบว่าการใช้โมดูลาร์กับจังหวะนั้นน่าตื่นเต้นมาก มันพาเรากลับไปสู่วังวนของกลองและจนหายไปในความไม่มีที่สิ้นสุด 

Rack ของเราเปลี่ยนอยู่ตลอดและมีอะไรมากมายไปหมดให้พูดถึง เราเลยจะพูดถึงโมดูลสามอันที่เราชอบ อันแรกเลยคือ Rings module โดย Mutable Instruments มันคือ resonant synthesizer เหมาะกับการสังเคราะห์ modal และมันสร้างเสียงที่ organic มากๆออกมา นี่เป็นอะไรที่สดชื่นมากสำหรับเราและมันมีสายโมดูลที่ยืดหยุ่นในการสร้างเสียงโดรนยาวๆ เสียงตีคอร์ดกีตาร์ และเสียงเครื่องเคาะไม้และเหล็ก

โมดูลอีกอันที่เราชอบคือ Zularic Repetitor จาก Noise Engineering โมดูลตัวนี้เอาเมโทรนอมมาแบ่งซอยออกเป็นรูปแบบของจังหวะที่แตกต่างกันไปโดยยึดจาก กลองพื้นบ้าน แอฟริกา เราสามารถเอารูปแบบจังหวะนั้นมาใช้กับเสียงที่แตกต่างกันได้ และสามารถปรับแต่งเลเยอร์เหล่านี้ได้อีกด้วยแปรผันไปตามเมโทรนอมที่ให้จังหวะ เพื่อสร้างบีทแบบ polyrhythmic ที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบไปช้าๆ โมดูลอีกอันเลยที่ชอบคือ Dual Looping Delay โดย 4MS ซึ่งจริงๆแล้วออกแบบโดย Gary Hall เพื่อนที่ดีของเราและยังเป็นฮีโร่ของเราด้วย ซึ่งเขาอยู่ที่หัวหินมานานแล้ว ด้วยการที่เราเป็นนักดนตรีสาย dub และ ambeint ทำให้เราได้เล่นเอฟเฟคดีเลย์มาเยอะมาก แต่ว่าตัวนี้เราว่ามันพิเศษ การที่เป็น looping delay ที่สามารถรักษาระดับเสียงของสัญญาณที่เข้ามาได้ตลอด เหมือนกับว่าเรามองออกไปนอกหน้าต่างที่เคลื่อนที่ไปรอบๆอยู่ตลอดเวลา และมันยังสามารถทำการแช่ loop และ การย้อนกลับ ที่สามารถสร้างจังหวะที่สุดยอดออกมาได้ เราภูมิใจนำเสนอมาก!

ทอมมี่มาจากลาส เวกัส ทำไมทอมมี่เลือกมาอยู่อีสานในตอนแรกก่อนที่จะย้ายมากรุงเทพ? ทำอะไรอยู่ที่นั่นก่อนมากรุงเทพ? ทอมมี่มาอยู่ไทยตั้งแต่ปี 2012 ใช่ไหม? แล้วทอมมี่ทำอะไรก่อนมาอยู่ไทย?

 

​การที่เราย้ายมาอยู่ไทยนั้นเป็นเรื่องที่ยาวและซับซ้อนอยู่เหมือนกัน และความจำเราก็ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับปีและวันเวลาที่แน่นอน แต่เราคิดว่าครั้งแรกที่เรามาไทยเลยคือปี 2007 เรายังค่อนข้างเด็กในตอนนั้น มีญาติเราชวนมาอยู่ด้วยที่ชนบทในไทย ถึงจะอยู่ถึง 6 เดือนแต่เรามองว่าตอนนั้นเหมือนเป็นการมาเที่ยวมากกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแตกต่างและดูใหม่มากสำหรับเรา หลังจากเรากลับไปเรียนมหาลัยต่อให้จบที่ ลาส เวกัส ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้เรากลับไปที่อีสานอีกครั้งแล้วท้ายที่สุดเราก็ได้ไปเป็นครูสอนภาษาอยู่ที่ปราจีนบุรีจนถึงปี 2012 แล้วเราก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพตั้งแต่ตอนนั้น เรายังคิดถึงต่างจังหวัด ในฐานะนักดนตรีและการเป็นครู เรารู้สึกว่าชีวิตในเมืองนั้นดีเลยนะ แต่พออายุมากขึ้นก็เริ่มคิดถึงธรรมชาติและสเน่ห์ของชีวิตแบบไม่ต้องรีบเร่งในต่างจังหวัด

ลาส เวกัสนั้นเป็นอดีตของเราไปแล้ว มันเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและผู้คนย้ายไปมาอยู่ตลอด ตอนที่เรากลับไปเยี่ยมครอบครัวเรา เราไม่ได้รู้สึกว่าเหมือนกลับบ้านมากนัก เราเติบโตที่นั่นและทำนู่นทำนี่เยอะเหมือนกันนะ เราเคยเล่นกับวงสกาตอนสมัยเรียนมัธยม แล้วตอนมหาลัยก็เล่นวงร๊อคที่มีเครื่องสองชิ้นชื่อ Solar Power ซึ่งจริงๆแล้ววงสองชิ้นชื่อ Pink Guns & Floyd Roses ที่เราทำอยู่ล่าสุดในกรุงเทพตอนนี้ ก็เหมือนเป็นการกลับมาเกิดใหม่ของวงนั้น ตอนมหาลัยเราก็ทำงานเสริมอยู่หลายอย่างด้วยทั้งใน ตลาด organic, ร้านแผ่นเสียง และรับสอนหนังสือแทน ตอนสมัยเรียน เราเคยสร้างชุดเครื่องเสียงเซอราวด์ขนาดใหญ่แล้วก็เอามันไปที่ทะเลทรายกับเพื่อนสำหรับงานอีเว้นต์ส่วนตัวเล็กๆด้วย ตอนนี้เพื่อนเราส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ ลาส เวกัสแล้ว กระจายตัวออกไปทั่วทุกที่ เรามักจะรู้สึกอึดอัดกับบางสิ่งบางอย่างในสังคมอเมริกันพอมาอยู่ที่นี่แล้วทำให้สิ่งเหล่านั้นดูแย่ไปเลย เราอาจจะใช้เวลามากขึ้นในอเมริกาในอนาคต แต่คงจะไม่ใช่ที่ลาส เวกัส

รูปถ่ายโดย ศุภกร บัวยังตูม

ทอมมี่เริ่มเข้ามาในแวดวงดนตรีอิสระในไทยได้ยังไง? ใครคือกลุ่มคนแรกๆเลยที่ทอมมี่รู้จักที่ไทย? แล้วอยู่ดีๆไปเล่นกับวงญาณและศรีราชาร๊อคเกอร์ยังไง?

 

เพื่อนกลุ่มแรกๆที่เรารู้จักเลย คือเรารู้จักผ่านสถานที่แสดงดนตรีชื่อ Harmonica เราเจอโปสเตอร์งานที่ไหนสักที่ในอินเตอร์เนตนี่แหละ เป็นงานดนตรีแนว Shoegazer เล็กๆงานหนึ่ง เราคิดว่ามันน่าจะเป็นงานแรกๆของวง Hariguem Zaboy (ฮาริกึ่ม ซาโบ้ย) ตอนนั้นเราเจอ ทัด บุนนาค ซึ่งเป็นนักเขียนให้กับ บางกอกโพสและเป็นนักสะสมเพลงตัวยง ทัด อัถยาศัยดีมากแล้วก็ชวนเราไปงานอื่นๆด้วย อย่างงาน Gift ที่ ศิลปากร เราก็แบบตกหลุมรักหลายวงเลยที่นั่น แล้วก็ได้คิดว่ามีมุมของคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพที่คนต่างชาติไม่ค่อยได้รู้จักมากนัก

 

เราก็เริ่มไปงานนู้นงานนี้ ตามวงที่เราเคยดูไป แล้วพอมีคนรู้ว่าเราเคยเป็นวิศวกรเสียงด้วย เราก็มักถูกเรียกให้ไปดูปัญหาเกี่ยวกับเสียง ตามงานใต้ดินต่างๆ เราก็เลยมักได้เจอกับหนุ่ย ตอนนี้เป็นเจ้าของ C3S sound systems ซึ่งเป็นเพื่อนซี้ของเราและสมาชิกในวง the Sticky Rice วงดนตรีวงแรกในไทยของเรา แล้วเราก็ได้มาเป็นเพื่อนกับปุ๊กนักร้องนำวง the Sticky Rice เราบอกปุ๊กว่าเราสนใจใน ดั๊บ เรกเก้ แล้วก็ทดลองกับเอฟเฟคแบบสดๆ ปุ๊กก็ดูจะสนใจมากแล้วภายในไม่กี่เดือนต่อมาในการอยู่กรุงเทพ เราก็ได้วงดนตรี หลังจากนั้นเราก็ได้ทัวร์กับค่ายแพนด้า แล้วก็ได้สนิทกับ โตคิณ ฑีฆานัน ซึ่งก็เล่นตรีกับหนุ่ย และยังจัดเทศกาลดนตรีที่เจ๋งๆหลายงาน น่าจะเป็นครั้งที่สามของ Stone Free ที่เราได้ดูวงญาณ แล้ววงญาณก็ได้ดูเราแล้วชอบที่เราเล่นกับ the Sticky Rice ก็เลยชวนเราไปเล่นด้วย

พอเราได้ไปเล่นกับญาณเราก็เริ่มสนใจในการร่วมงานกับคนอื่นมากขึ้น แล้วก็ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคในการทำงานร่วมกันที่คัดเลือกโดย Koichi Shimizu (โคอิชิ ชิมิสึ) ผู้ก่อตั้ง SO::ON dry flower เราก็ร่วมงานกับ กล้วย มือเบสวงญาณตอนนั้นกับวิน นักร้องวงศรีราชาร๊อคเกอร์ หลังจากการร่วมงานครั้งนั้น วินก็ชวนเราไปเล่นดั๊บในวง ศรีราชา ร๊อคเกอร์ จากนั้นมาก็สามปีได้แล้วที่เราเล่นกับ ศรีราชา และประมาณห้าปีได้กับวง ญาณ

 

ทำไมทอมมี่ถึงสนใจที่จะเรียนปริญญาโทสาขา Sonic Arts ที่ ศิลปากร?

 

หลังจากรู้จักกับหนุ่ยได้ไม่นาน หนุ่ยก็แนะนำเราให้รู้จักกับ Jean-david Caillouët หรือเจดี ซึ่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ มหาลัยของหนุ่ย เจดีก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนของเราในเวลาอันรวดเร็ว และเจอกันอยู่บ่อยๆ เรามักจะโยนไอเดียบ้าๆเกี่ยวกับศิลปะและเสียงกันไปมาอยู่ประจำ เราก็เห็นตรงกันว่าน่าจะเอาสิ่งที่คุยๆกันมาต่อยอดที่โรงเรียน แล้วเราก็สัญญากับเจดีว่าจะไปเรียนหลักสูตร sonic arts ถ้าเจดีจะทำมัน หลายปีต่อมาหลักสูตรก็ได้รับพิจารณาแล้วเราก็ไปเป็นหนึ่งในนักเรียนคนแรกๆ เรียกได้ว่าแรงบันดาลใจนั้นมาจากการผสมผสานระหว่างสิ่งที่เราเห็นในตะวันออกและตะวันตกแล้วก็ออกมาเป็นหลักสูตร ขุดลึกลงไปในไอเดียและความสามารถของเราโดยไม่ต้องออกจากประเทศไทย

 

ชื่อโปรเจคเดี่ยวที่ชื่อว่า “Para Sabda” มาจากไหน?

 

Para Sabda เป็นชื่อที่น่าสนใจที่เราได้มาจากหนังสือที่เราอยากแนะนำชื่อว่า Sonic Theology เขาใช้คำนี้อธิบายระดับชั้นของเสียงในการสื่อสารตามแบบฮินดู Para Sabda คือ “ขั้นสูงสุด” ของเสียง ที่ไม่ได้ถูกพูดออกจากปากแต่ออกมาจากจิตใจ ไม่สามารถได้ยินได้ด้วยหูแต่เข้าไปสู่หัวใจ เราชอบตรงที่ เราไม่เคยคิดว่าเสียงเป็นมากกว่าข้อความหรือแนวทาง แต่ว่ามันเกี่ยวข้องกับการสื่อสารในอีกระดับของจิตสำนึก ทุกวันนี้บางทีเราอาจจะลดความคิดเชิงอุดมคติลง เราเลยใช้ชื่อเราเองในการแสดงมากกว่านามแฝง

PARA SABDA - VIRGO + VIRGA

ทอมมี่ไม่ได้ปล่อยอัลบั้มของตัวเองตั้งแต่ปี 2012 เลยใช่ไหม? อัลบั้มที่เป็นกีตาร์ไลฟ์ ทอมมี่คิดว่าจะทำอัลบั้มของตัวเองอีกหรือเปล่าในอนาคตอันใกล้? ถ้าทอมมี่ทำจะออกมาเป็นแบบไหน? ทอมมี่เคยบอกว่าทอมมี่ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์และการบันทึกเสียงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แต่ทอมมี่ไม่ได้ต่อต้านมันถูกไหม? ทอมมี่สามารถ ทำงานในแบบแสดงสด และ แบบสตูดิโอด้วยกันได้หรือเปล่า? บางที DAWs และ PC คิดถึงทอมมี่ เพื่อนเก่าของทอมมี่

ไม่ล่ะ เรามีปัญหาตรงที่เราไม่ได้คิดถึงอดีตมากนัก Para Sabda โปรเจคเดี่ยวเราตอนปี 2012 เป็นโปรเจคที่ใหญ่ทีเดียว และสำหรับการเป็นนักกีตาร์เดี่ยว เหมือนเป็นการอำลา ลาส เวกัสของเรา จริงๆเราทำอัลบั้มที่สองด้วยปีถัดมา ตอนเราอยู่ที่ฮาวาย แต่ก็ไม่ได้ปล่อยออกมา

 

เรารู้สึกว่าบางทีก็สำคัญอยู่เหมือนกันในการอยู่กับปัจจุบัน และพอเราวางแผน เขียนสิ่งที่ต้องทำ ปรุงแต่งสิ่งที่นำเสนอมากไป มันค่อนข้างบั่นทอน และแยกเราออกจากวิธีมองอนาคตของเรา ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเลยเน้นที่การแสดงสดและการสื่อสารกับคนอื่นแบบสดๆ เพราะเรารู้สึกถูกโอบล้อมด้วยสื่อและดนตรีในโลกอินเตอร์เนตเต็มไปหมด แล้วเราไม่ได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน ทุกวันนี้เรารู้สึกค่อนข้างแตกต่างออกไปและรู้สึกว่ามีอะไรเต็มไปหมดที่เราอยากจะแบ่งปัน ตอนนี้เรากำลังทำห้องบันทึกเสียงและเราหวังว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะมุ่งค้นหาไอเดียใหม่ๆในสตูดิโอแล้วบันทึกเสียงคนที่มีความสามารถที่อยู่รอบๆตัวเรานี่แหละ

รูปถ่ายโดย ศุภกร บัวยังตูม

ดูเหมือนว่าทอมมี่ชอบในเพลง ambient เชิงทดลองจริงๆ ตั้งแต่ฟังอัลบั้มเก่าทอมมี่และจากเวลาแสดงสด ทอมมี่ช่วยบอกหน่อยว่ามีศิลปินให้แรงบันดาลใจทอมมี่ช่วงแรกๆ หรืออัลบั้มที่ทอมมี่รู้สึกอินกับมันในตอนนี้

เราเริ่มฟังเพลงมาเรื่อยๆตั้งแต่เราเริ่มใช้อินเตอร์เนตเมื่อตอนวัยรุ่น ยากที่จะระบุได้ถึงอิทธิพลทางดนตรีที่เรามี ตอนนั้นเราจะได้อิทธอพลจากแนวอเมริกันพังค์และแวดวงเพลงใต้ดินในรูปแบบการใช้ชีวิตมากกว่าเสียงของศิลปิน ในสังคมนั้นเราตกหลุมรักกับ Windy และ Carl ซึ่ง เป็นหนึ่งในวง ambient ที่เราชื่นชอบตลอดการและ Lucky Dragons ศิลปินเสียงดูโอ้แนว interactive ที่ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ของการตอบสนองของคอมพิวเตอร์และประสบการณ์ทาง visual ที่ปาร์ตี้ในบ้านแห่งหนึ่งในลาส เวกัส แล้วเราก็เป็นแฟนตัวยงของศิลปินเรกเก้จาก จาไมก้ายุคแรกๆด้วย แล้วเราก็ได้วิถีทางทางด้านดนตรีจากการฟังเพลง dub และวิธีผลิตงานเหล่านี้ด้วย ดนตรี dub จริงๆแล้วค่อนข้าง minimal และมีความเป็น ambient ในความเรียบง่ายของมันเพราะจริงๆแล้วมันเกี่ยวกับการรื้อโครงสร้าง แน่นอนว่าในกระบวนการเรียนรู้ของเราเราก็ฟังศิลปินอย่างหลากหลาย มีทั้งที่เราไม่ได้ฟังบ่อยๆ แต่ก็เปลี่ยนมุมมองของเราไปเลยอย่าง La Monte Young, Karlheinz Stockhausen และ Luigi Russolo.

 

แล้วก็แน่นอนอีกว่า ทุกวันนี้เวลาที่เราไม่ได้ไปดูการแสดงสด เราก็พยายามตามเพลงอิเล็กโทรนิคและเพลงป๊อปที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วย ยิ่งทันสมัยยิ่งดี! เรายังชอบเพลงจากค่าย PC music ในอังกฤษและค่าย Plop ในโตเกียว มีงานเจ๋งๆมากมายเลยล่องลอยอยู่ในโลกอันกว้างใหญ่ของอินเตอร์เนต อย่างนักดนตรีสาย ambient อย่าง จาก LA อย่าง Ana Roxane

ทอมมี่ชอบเล่น "What I'm into"(สิ่งที่อิน) และ "What I'm not into"(สิ่งที่ไม่อิน) ทุกเดือนในเฟสบุ๊คทอมมี่ ทำไมอยู่ดีๆถึงมาลองทำอะไรแบบนี้?

เราไม่ชอบ Facebook นักจริงๆแล้ว เราเลยลองจริงจังกับมันดู ไม่รู้เหมือนกันว่าโซเชี่ยล มีเดีย เป็นที่ระบายอารมณ์ที่ดีไหม แต่เราเริ่มทำลิสนี้เพื่อให้เราได้ตอบโต้สื่อสารกับคนที่เรารู้จักแบบสนุกๆ แล้วก็อาจจะเริ่มถกประเด็นต่างๆกัน จริงๆแล้ว มันค่อนข้างสนุกในชีวิตจริงด้วย เพราะตอนเจอเพื่อนเราก็เหมือนมีหัวข้อ 5 หัวข้อให้คุยได้แล้ว!

 

​บางทีโพสเหล่านี้ของเราอาจจะเป็นแค่การทดลองประโยคต่างๆสำหรับเรา แปลกดี เป็นอะไรที่เหมือนการส่องกระจกเล็กๆ แล้วเราก็เห็นโลกทั้งใบลอยอยู่บนบ่า เมื่อปีที่แล้วเราพยายามขายของแบบสุ่มๆในบ้านเราผ่าน Facebook เพื่อหาเงินแล้วมีหลักง่ายๆว่าเราจะขายมันด้วยข้อความของเราเอง ลองกลับไปอ่านดูได้ ส่วนใหญ่จะตลกมาก แต่ว่ามันได้ผล! เราขายของที่ดูจะไม่มีค่าได้ส่วนหนึ่งเลย!

รูปถ่ายโดย ศุภกร บัวยังตูม

ทอมมี่ชอบที่จะเล่นกับคำทั้งในภาษาไทยและอังกฤษ น่าสนใจดี ทอมมี่เรียนรู้ภาษาไทยยังไง?

ใช่ แม้แต่ลิสใน facebook ก็เหมือนกวีขี้เกียจๆของเรา อยากที่เราบอกตอนแรก เราว่าคำและเสียงมันคล้ายกันมากแล้วพอพูดออกมาจริงๆแล้วมันก็คืออย่างเดียวกัน! ภาษาอีกภาษาก็เหมือน scale, mode, timbre หรือแม้กระทั่งเครื่องดนตรีใหม่ๆ เราก็เลยชอบที่จะเล่นกับคำ เหมือนที่เราเล่นกับเสียงนี่แหละ สังเคราะห์, รวมเข้าด้วยกัน และเรียบเรียงมัน

การสอนภาษาของเราก็ส่งผลกับเราด้วยเหมือนกันเพราะเราต้องทำงานกับคำตลอด และในอดีตมันก็เป็นวิธีที่เราเรียนภาษาไทย แลกเปลี่ยนคำง่ายๆกับนักเรียนในต่างจังหวัด ต้องบอกก่อนว่าเรายังเขียนภาษาไทยไม่ได้ แต่ทักษะการอ่านเราก็พัฒนาขึ้น ทุกวันนี้เราไม่ค่อยได้ฝึกฝนมันเท่าไหร่ แต่ด้วยอินเตอร์เนต การพิมพ์ และการแปล เราคิดว่าเราได้เรียนรู้ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

นอกจากดนตรีและการสอนภาษาแล้ว ทอมมี่มีงานอดิเรกหรือสิ่งที่ชอบทำอีกไหม?

เราชอบทำงานศิลปะแบบอื่นๆด้วย แต่ทุกวันนี้ เราแทบจะมุ่งความสนใจไปที่เสียงและงานของเรา ถ้าเรามีเวลาว่างเราชอบไปนั่งคุยกับเพื่อน แต่ก่อนเราก็ชอบทำสวน ทำกับข้าว แล้วก็ปั่นจักรยาน แต่พอมาอยู่กรุงเทพเราก็ไม่ได้ทำมันเลย

ทอมมี่พูดถึงแผนการในอนาคตของชีวิตและการงานหน่อย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เราทำอะไรแบบช้าๆแม้ว่าเราจะทำหลายอย่าง ตอนนี้เราก็พยายามทำห้องบันทึกเสียงของเราให้เสร็จ แล้วเราก็จะได้เริ่มทำงานของเราแบบจริงๆจังๆ เรามีความสนใจที่จะอยู่ในประเทศไทยแล้วเราก็ทำสิ่งที่เราสนใจอยู่แล้ว ยังไงก็ตาม เราก็เริ่มมองหาที่อยู่ใหม่สักพัก แล้วก็ศึกษามันให้ลึกลงไป แน่นอนว่าเราจะต้องกลับมาที่ เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้านเวลาอยู่ที่นี่

 

ติดตาม Tommy Hanson

https://www.facebook.com/parasabda

-----

ศิลปินเพลงที่ชอบ

 

Windy & Carl

 

 

 

 

 

 

 

 

La Monte Young

 

 

 

 

 


 

 

Boards of Canada

 

 

 

 

 

 

 

 

Lucky Dragons

 

 

 

 

 

 


 

Lee "Scratch" Perry

 

-----

อัลบั้มที่ชอบ

Stars of Lid – “the tired sounds of...”

 

Terry Riley - A Rainbow in Curved

 

 

Koolfang – Jambient

 

 

 

 

 

 

 

Herman "Chin" Loy – Aquarius Dub

Steve Hillage - Rainbow Dome Musick

 

-----

 

หนังสือที่ชอบ

The Beautiful Losers - Leonard Cohen

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


Sonic Theology – Guy Beck

 

 

 


 

 

 

 

 

The Era Of Megaphonics - Timothy Hecker

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


Petcharat Maha Yant 108 - Ajarn Urakint Wiriya Burana

Man and His Symbols - Carl Jung

 

 

------------------------

เครดิตเพิ่มเติม

สถานที่ถ่ายภาพ : Studio Lam & ห้องทอมมี่, กรุงเทพ

 

9780771022005.jpeg
9781570038433.jpg
38024829.jpg
51P+yhC5EzL._SX302_BO1,204,203,200_.jpg
  • Facebook
  • Instagram
  • Twitter
  • Spotify
  • Apple Music
  • Bandcamp
  • SoundCloud

©2020 by thanrasa